'ผมเริ่มเขียนนิยายจากศูนย์ อยากเขียนอะไรก็เขียน' ธุวัฒธรรพ์ นักเขียนผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง



'ผมเริ่มเขียนนิยายจากศูนย์ อยากเขียนอะไรก็เขียน'
พูดคุยกับ ธุวัฒธรรพ์ นักเขียนผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง

 



สวัสดีค่ะน้องๆ นักเขียนนักอ่านเด็กดีทุกคน^^ ช่วงนี้ก็ใกล้สัปดาห์หนังสือเเห่งชาติแล้วนะคะ ไม่รู้ว่าน้องๆ ในเว็บเด็กดีรอนิยายของนักเขียนคนไหนรวมเล่มอยู่รึเปล่าเอ่ย ถ้ายังไม่รู้จะเลือกอ่านอะไรดีพี่หวานมีบทความพบปะพูดคุยสนุกๆ กับนักเขียนนามปากกา ธุวัฒธรรพ์ ที่เคยโด่งดังจากการเขียนนิยายระทึกขวัญในเว็บของเรา เเต่คราวนี้มาแปลกเพราะผลงานเล่มล่าสุดของเขานั้นเป็นแนวรักดราม่า!? เมื่อได้โอกาสแล้วก็ไปลองคุยกับนักเขียนคนนี้กันเลยค่ะ 

 


 

สวัสดีค่ะ รบกวนช่วยแนะนำตัวกับแฟนๆ นักอ่านในเว็บเด็กดีหน่อยค่ะ น่าจะมีหลายคนที่อยากรู้จักกับนักเขียนนามปากกา ‘ธุวัฒธรรพ์’ 
ธุวัฒธรรพ์ : 'ธุวัฒธรรพ์' เป็นนักเขียนที่มีงานอดิเรกเป็นตำรวจครับ ปัจจุบันรับตำแหน่งคุณพ่อลูกสองเพิ่มมาอีกตำแหน่งด้วย


นามปากกานี้มีที่มาจากไหนเอ่ย เพราะรู้สึกในเว็บเด็กดีจะมีอีกชื่อหนึ่งว่า MiYU ใช่รึเปล่าคะ
ธุวัฒธรรพ์ : ผมเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกเป็นแนวแฟนตาซี ใช้นามปากกา MiYU ที่มาจากชื่อเล่นคือ ‘มิว’ (เขียนในภาษาญี่ปุ่นจะใช้ตัว มิ กับ ยุ ผสมกัน จึงจงใจละอักษรไอให้เป็นตัวเล็ก) พอเปลี่ยนแนวเขียนมาเป็นระทึกขวัญ ก็อยากใช้นามปากกาอื่นเพื่อความแตกต่าง จึงใช้ชื่อจริง ‘ณัฐวุฒิ’ ที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า NATTAWUT เมื่ออ่านจากหลังมาด้านหน้า จะกลายเป็น TUWATTAN ‘ธุวัฒธรรพ์’ ครับ สรุปว่าสองนามปากกาก็มีที่มาจากชื่อเล่นและชื่อจริงนี่แหละ


ปกติผลงานของ 'ธุวัฒธรรพ์' จะเป็นไปในทางระทึกขวัญ แฟนตาซี อยากถามว่าเป็นแนวงานเขียนที่ชื่นชอบอยู่แล้วใช่มั้ยคะ
ธุวัฒธรรพ์ : จริง ๆ ผมไม่ได้อยากเป็นนักเขียน แต่อยากเป็นนักวาดการ์ตูนมากกว่า เพราะปกติไม่ชอบอ่านนิยาย อ่านแต่การ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้นมาจึงรู้ว่าฝีมือการวาดรูปเราไม่อาจเป็นนักวาดการ์ตูนอาชีพได้ก็เสียดายพล็อตการ์ตูนที่คิดไว้ กระทั่งเพื่อนแนะนำว่า ทำไมไม่ลองเปลี่ยนพล็อตการ์ตูนเป็นนิยายดูละ เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งซึ่งสามารถถ่ายทอดจินตนาการให้ผู้อื่นรับรู้ได้ ผมเป็นคนหูเบา เชื่อคนง่าย ก็ลองทำตามดู จนนิยายเรื่อง ‘Quatic วินาศกรรมเหนือฟากฟ้า’ ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มในที่สุด ดังนั้นถ้าถามว่า ผมชอบเขียนงานแนวไหน ก็คงตอบได้ว่าชอบแนวแฟนตาซีมากที่สุดครับ

 


คิดว่านิยายแนวระทึกขวัญมีเสน่ห์ตรงไหน ทำไมถึงชอบเขียนแนวนี้
ธุวัฒธรรพ์ : ผมเป็นคนกลัวผี ไม่เคยคิดอยากเขียนแนวระทึกขวัญเลย แต่มาเขียนแนวนี้ด้วยความบังเอิญ เพราะระหว่างเขียนนิยายเรื่อง SSS สงครามวัตถุวิญญาณ (ได้รางวัลรองชนะเลิศการประกวดนิยายแฟนตาซี Enter Book Award ครั้งที่ 1) ลงเว็บไซต์เด็กดี ได้รับคอมเมนต์จากนักอ่านว่า “ภาษาไม่ค่อยเป็นนิยายเท่าไหร่” ก็เลยมานั่งอ่านงานตัวเอง และเปรียบเทียบกับงานเขียนของคนเก่งๆ พบว่าภาษาเราทื่อไป ไม่สละสลวยจริงอย่างที่เขาติมาเลยอยากพัฒนาตัวเอง

ก็หาเวทีประกวดต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแนวการเขียนดูบ้าง ก็มาพบการประกวดเรื่องสั้น Short&Shock Story Contest ครั้งที่ 2 ของสำนักพิมพ์โซฟา จึงลองเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ‘วัฏฏะ’ ส่งประกวด และโชคดีมากที่ได้รางวัลชนะการประกวดเวทีนั้น จากนั้นจึงได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์ให้เขียนงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งตอนนี้งานแนวระทึกขวัญดันมีมากกว่าแนวแฟนตาซีไปเสียแล้ว)


งั้นขอเข้าเรื่องผลงานล่าสุดเลยดีกว่ากับการเขียนนิยายในโครงการ ‘Good plot’ ของสถาพรบุ๊คส์ เรื่อง เปิดประตูใจ ชื่อเรื่องที่คิดว่าจะเป็นนิยายหวานแหวว อยากให้ธุวัฒธรรพ์เล่าถึงที่มาในการเขียนเรื่องนี้ด้วยค่ะ เพราะดูแตกต่างจากแนวเดิมที่เคยเขียนมาเลย
ธุวัฒธรรพ์ : ดังที่ตอบไปในข้อ 4 ครับ ผมอยากพัฒนาตัวเองให้สามารถเขียนงานได้หลากหลาย จึงพยายามส่งงานเขียนเข้าประกวดเวทีต่างๆ แต่สำหรับเวที Good Plot ที่เห็นตั้งแต่ปีแรก เป็นเวทีที่ผมพยายามเลี่ยง เพราะในความรู้สึกส่วนตัวคิดว่า ผู้ชายกับนิยายรัก เป็นสิ่งที่ค่อนข้างขัดแย้งกัน นับจำนวนนักเขียนชาย(แท้) ที่เขียนนิยายรักในตลาดบ้านเรา มีแค่หยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับผู้หญิงและเพศที่สาม ที่มีความละเมียดละไมในการถ่ายทอดความรักได้ดีกว่า ปีแรกผมเลยไม่สนใจ

แต่เมื่อหัวข้อการประกวดของปีสองคือ ‘สะท้อนสังคม’ ก็รู้สึกตรงจริต เพราะตัวเองทำงานตำรวจ จึงมักใส่สิ่งซึ่งเป็นปัญหาสังคมไว้ในงานเขียนเกือบทุกเรื่อง จำได้ว่าคิดพล็อต 10 นาที เขียน 15 นาที แล้วส่งแบบไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะพล็อตมันแปลกประหลาดกว่านิยายรักทั่วไป ก็ไม่คิดว่าจะสามารถเข้ารอบมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็น 1 ใน 6 เรื่องที่ชนะการประกวดและได้ตีพิมพ์ครับ
 


อ่านเรื่องเปิดประตูใจคลิกที่นี่

คิดว่าส่วนไหนในนิยายเรื่องนี้ที่คุณธุวัฒธรรพ์คิดว่าเป็นความท้าทายตัวเองมากที่สุดคะ
ธุวัฒธรรพ์ : เขียนฉากรักนี่แหละ(หัวเราะเสียงดัง) ที่ผ่านมาเขียนแนวแฟนตาซีหรือระทึกขวัญก็มีเนื้อหาหนักหน่วง มีข้อมูลประกอบยุ่บยั่บอยู่แล้ว การหาข้อมูลต่างๆ หรือการสร้างเรื่องให้ดราม่าบีบคั้นอารมณ์จึงไม่หนักใจเท่าการเขียนฉากรัก เพราะนักอ่านแนวนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และสิ่งที่ต้องการจากนิยายรักก็คือความจิ้น ความฟินจิกหมอน ผมกลัวจะถ่ายทอดฉากนี้ได้ไม่ฟินน่ะครับ มากไปก็ดูจงใจ น้อยไปก็ไม่ถึงอารมณ์ สามเดือนที่เขียนนี่ เครียดเรื่องนี้จนไมเกรนขึ้นเลยจริงๆ นะ (หัวเราะอีกที)


เห็นว่าจากบทสัมภาษณ์รวมนักเขียนที่ผ่านการคัดเลือก เรื่อง เปิดประตูใจ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาการฮิคิโคโมริจากการ์ตูนญี่ปุ่น อยากให้ช่วยเล่านิดนึงค่ะว่าจุดไหนที่ทำให้คุณธุวัฒธรรพ์ตัดสินใจหยิบอาการนี้มาเขียนนิยาย
ธุวัฒธรรพ์ : ประเด็นหลักอันเป็นปัญหาสังคมที่ผมนำมาใช้ในเรื่องนี้มีสองเรื่องครับ คือ
 
1. โรคจิตเภท เพราะปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภทจำนวนมาก เช่น โรคซึมเศร้า ที่มีความรุนแรงระดับให้ผู้ป่วยตัดสินใจฆ่าตัวตาย แต่โรคซึมเศร้าผมเห็นมีนักเขียนหยิบมาใช้เยอะแล้ว จึงเลือกอาการที่คนไทยยังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ อย่าง ‘ฮิคิโคโมริ’ มาใช้ เพราะเป็นกลุ่มอาการป่วยที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ป่วยด้วยอาการนี้ในประเทศไทยบ้างแล้ว โดยฮิคิโคโมริเป็นความต้องการหลีกหนีสังคม เก็บตัว ขังตัวเองอยู่ในบ้าน ในห้อง บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นลงมือทำร้ายคนในบ้านเพราะต้องการอยู่คนเดียว จึงอยากให้คนไทยได้รู้และเข้าใจมากขึ้น

2. ผมอยากนำเสนอความย้อนแย้งของกฎหมายไทยกับการบังคับใช้มานานแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กฎหมายห้ามไม่ให้ขายบริการทางเพศในอาบอบนวด แต่อาบอบนวดทุกที่เปิดขึ้นเพื่อให้ผู้ชายมาซื้อบริการทางเพศ ในเมื่อผิดกฎหมายแล้วทำไมยังสามารถเปิดได้เต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

ธุวัฒธรรพ์ : ดังนั้นสิ่งที่นิยายเรื่องเปิดประตูใจต้องการบอกต่อคนอ่านมากที่สุด คือ ถ้าเราไม่มีกำลังพอจะเปลี่ยนสังคมที่มันเป็นสีดำดังเช่นทุกวันนี้ให้เป็นสีขาวได้ เราก็ต้องเปลี่ยนสีตัวเองให้เทาลง เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไม่เดือดร้อนและไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร แต่สองประเด็นที่พูดถึงนี่ โคตรย้อนแย้งกับชื่อเรื่องหวานแหววอย่าง ‘เปิดประตูใจ’ เลยแฮะ

 


คาดหวังผลตอบรับเรื่องเปิดประตูใจจากนักอ่านแฟนๆ ที่เคยติดตามผลงานระทึกขวัญไว้ยังไงบ้างคะ
ธุวัฒธรรพ์ : ถึงจะเปลี่ยนแนวเป็นแนวรัก แต่เปิดประตูใจก็เป็นนิยายอีกเรื่องที่ถ่ายทอดความเป็นผมอย่างชัดเจน โดยนอกจากเรื่องราวความรักของพระนาง ยังมีความรักของครอบครัว ของเพื่อน ในบทบาทต่างๆ ของเรื่อง รวมถึงแฟนนิยายที่เคยอ่านงานผมและมัก ‘ปวดตับ’ กับการหักมุม หักหลัง บทสรุปของเรื่องนี้ อาจทำให้นักอ่านปวดตับยิ่งกว่าเคยก็ได้ ^^

อยากให้แนะนำนักเขียนฝึกหัดหน่อยค่ะว่าถ้าอยากจะออกจากกรอบงานเขียนเดิมและทำได้ดีอย่างธุวัฒธรรพ์ต้องทำยังไงบ้าง
ธุวัฒธรรพ์ : ผมเริ่มเขียนนิยายจากศูนย์ คือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย อยากเขียนอะไรก็เขียน จำได้ว่าตอนนั้นสนุกมาก เราใส่ความเป็นตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น กระทั่งเริ่มเป็นนักเขียนอาชีพ ได้รู้หลัก รู้วิธี รู้ว่าการเขียนนิยายสักเรื่องต้องมีแก่น มีเส้นเรื่อง มีไทม์ไลน์ มีพล็อต มีทรีตเมนต์ มีโน่นนี่นั่นเยอะไปหมด ความสนุกที่ว่าดันหายไปเสีย กลายเป็นต้องระมัดระวังและทำงานยากขึ้น กว่าจะเขียนจบสักบทสักเรื่องก็เหนื่อยแทบขาดใจ 

จึงมานั่งพิจารณาและทบทวน สรุปแล้วหนทางที่ดีที่สุดคือรู้หลักไว้ประดับสมอง แต่ไม่ควรยึดติดและนำมาเป็นกรอบครอบตัวเอง ผมยังเชื่อว่างานเขียนคือศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งศิลปะที่ดีอยู่ที่การ ‘สร้างสรรค์’ ไม่ใช่การ ‘ลอกเลียน’ นักเขียนที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ด้วยตนเองโดยไม่เดินตามรอยเท้าใครและไม่นำหลักการใดมาครอบความคิดและการนำเสนอ งานเขียนของนักเขียนคนนั้นจะมีพลังดึงดูดคนอ่านได้มากกว่าครับ


ขอบคุณที่สละเวลาให้ทางเราได้สัมภาษณ์ สุดท้ายก่อนจบบทความพบปะพูดคุยอยากให้ฝากผลงานด้วย นักอ่านจะได้ติดตามถูกค่ะ
ธุวัฒธรรพ์ : ตอนนี้ผมกลายเป็นนักเขียนแฟนตาซี ผี รัก ไปแล้ว ก็จะพยายามเขียนให้ดีขึ้นในทุกแนว และตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องเขียนให้จบครบทุกเรื่องที่คิดพล็อตได้ ฝากผลงานสองเล่มในครึ่งปีหลังนี้ คือ ‘เพื่อนตาย’ ของสำนักพิมพ์โซฟา และ ‘เปิดประตูใจ’ ของสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ (และอาจมีรวมเรื่องสั้น ‘กลัว’ ที่เพิ่งได้รางวัลจากเวทีตะวันส่องมาเซอร์ไพรส์ ถ้าสำนักพิมพ์พิมพ์เสร็จทันงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ) และผลงานต่อไปในอนาคตด้วยครับ และสุดท้ายติดตามข่าวสารและอัพเดตผลงานได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ มิยุ – ธุวัฒธรรพ์ ’ ครับ

 

หลังจากที่ได้พูดคุยกับพี่มิว หรือคุณธุวัฒธรรพ์จนจุใจไปแล้ว พี่หวานก็รู้สึกนับถือนักเขียนคนนี้มากเลยค่ะ ธุวัฒธรรพ์เป็นนักเขียนอีกคนที่เริ่มต้นมาจากความไม่รู้อะไรเลย เเต่ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาเเละปรับปรุงผลงานตัวเอง เพราะ 'ความพยายาม' นี่แหละคือคุณสมบัติที่คนจะเป็นนักเขียนทุกคนควรมีมากที่สุดเลยค่ะ เเล้วพบกันใหม่กับบทความพบปะพูดคุยสนุกๆ ครั้งหน้านะคะ ^___^
 

พี่หวาน


 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด